วันอาทิตย์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ด.ญ.เกตวดี ขุนศรี ม4/9 เลขที่ 21

การปกครองสมัยสุโขทัย
         อาณาจักรสุโขทัยเมื่อแรกตั้งเป็นอาณาจักรเล็กๆสมัยที่รุ่งเรืองที่สุดคือ    สมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช มีกษัตริย์ปกครองเป็นเอกราชติดต่อกันมา 6 พระองค์      อาณาจักรสุโขทัย เสื่อมลงและตกเป็นเมืองขึ้นของกรุงศรีอยุธยาเมื่อสมัยพญาไสลือไท โดยทำสงครามปราชัยแก่ พระบรมราชาที่ 1 แห่ง
กรุงศรีอยุธยาในปีพ.ศ.1921  และราชวงศ์พระร่วงยังคงปกครองในฐานะประเทศราชติดต่อ    กันมาอีก
 2 พระองค์ จนสิ้นราชวงศ์ ในปีพ.ศ.1981
                เป็นการปกครองแบบบิดาปกครองบุตรหรือการปกครองคนในครอบครัว (Paternalism) คือพระมหากษัตริย์เป็นเสมือนพ่อ ข้าราชการบริพารเปรียบเสมือนลูกหรือคนในครอบครัวทำการปกครองลดหลั่นกันไปตามลำดับ 
  พระเจ้าแผ่นดินสมัยสุโขทัยตอนต้น  
                 ประชาชนมักใช้คำแทนตัวท่านว่าพ่อขุนจนเมื่ออิทธิพลของขอมเข้ามาแทรกแซงก็ได้เปลี่ยนไปใช้คำว่าพระยา ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับกษัตริย์ ซึ่งเดิมเปรียบเสมือนพ่อกับลูกได้กลายสภาพเป็นข้ากับเจ้า  บ่าวกับนายไป    พระมหากษัตริย์ตั้งอยู่ในทศพิธราชธรรมให้ความร่มเย็นเป็นสุขแก่ราษฎรเสมือนบุตร
ลักษณะการปกครองแบ่งออก เป็น 3 ส่วน
 1.)     เมืองหลวง - สุโขทัย
 2.)     หัวเมืองชั้นใน  -   ทิศเหนือ     เมืองศรีสัชชนาลัย(สวรรคโลก)
                                    ทิศตะวันออก     เมืองสองแคว (พิษณุโลก)
                                    ทิศใต้           เมืองสระหลวง (พิจิตร )
                                    ทิศตะวันตก      เมืองกำแพงเพชร 
 3.)     หัวเมืองชั้นนอก ( เมืองพระยามหานคร)   ได้แก่   เมืองหล่ม เมืองเพชรบูรณ์ เมืองศรีเทพ    เมืองแพรก(สรรค์บุรี) เมืองสุพรรณบุรี(อู่ทอง) เมืองราชบุรี เมืองเพชรบูรณ์ เมืองตะนาวศรี
                 
       นอกจากนี้  ยังมีเมืองประเทศราช  ได้แก่    
                         ทิศตะวันออก   -    เมืองน่าน เมืองเซ่า(เมืองหลวงพระบาง) เวียงจันทร์ เวียงคำ 
                         ทิศใต้             -    เมืองนครศรีธรรมราช เมืองมะละกา และเมืองยะโฮร์ 
                         ทิศตะวันตก     -    เมืองทะวาย เมืองเมาะตะมะ เมืองหงสาวดี
 
 
ลักษณะการปกครองในสมัยอยุธยา
ในสมัยกรุงศรีอยุธยานี้ ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่าได้มีการจัดระเบียบราชการบริหารส่วนภูมิภาค ปลีกย่อยออกไปอีก ซึ่งได้แก่การจัดระเบียบการปกครองภายในเมืองหนึ่งๆทั้งหัวเมืองชั้นนอกและชั้น ใน หรือเรียกว่า ระเบียบการปกครองท้องที่ โดยแบ่งเมืองออกเป็นแขวง แขวงแบ่งออกเป็นตำบล ตำบล แบ่งออกเป็นบ้าน ซึ่งเป็นที่รวมของหลาย ๆ ครัวเรือนแต่มิได้กำหนดจำนวนคน หรือจำนวนบ้านไว้การ แบ่งเขตการปกครองตามที่กล่าวมาข้างต้นนี้แสดงให้เห็นว่าไม่มีรูปร่างผิดแปลกไปกับการปกครองสมัย ปัจจุบันมาก นักกฏหมายปกครองท้องที่ตราขึ้น ในสมัยหลังได้ร่างขึ้นโดยอาศัยรูปการปกครอง ซึ่งมีอยู่ แต่เดิมเป็นหลักใหญ่และได้แก้ไขดัดแปลงบ้างเล็กน้อยเท่านั้น
การปกครองระบบเทวสิทธิ์นี้ ถ้าจะพิจารณาถึงผลสะท้อนที่เกิดกับการบริหารแล้ว จะเห็นได้ว่า ประเทศไทยในสมัยนั้น เมื่อมีการสถาปนาประเทศเข้าสู่เสถียรภาพ ข้อเสียของระบบเทวสิทธิ์ก็ปรากฏขึ้น เช่นชนฝ่ายปกครองหรือกษัตริย์ถูกแยกห่างออกจากฝ่ายถูกปกครองคือประชาชนมากเกินไปจนกลายเป็น ชนชั้นหนึ่งอีกต่างหาก ซึ่งแตกต่างจากการปกครองระบบบิดาและบุตรมาก ประกอบกับชนชั้นปกครอง ระดับรองลงมา อันได้แก่ มูลนายต่าง ๆ ช่องทางการใช้อำนาจหน้าที่เกินขอบเขต เกิดการกดขี่ทารุณและ คดโกงขึ้น ตำแหน่งพระมหากษัตริย์กลายเป็นตำแหน่งที่มีอำนาจและอภิสิทธิ์ยิ่งใหญ่ เป็นสิ่งพึงปรารถนา ในทางโลก ผู้ใดยึดครองตำแหน่งย่อมได้มาทั้งอำนาจและอภิสิทธิ์ต่างๆ ดุจเทพเจ้า ฉะนั้นตลอดระยะเวลา อันยาวนานของการปกครองใต้ระบบเทวสิทธิ์ ได้มีการช่วงชิงอำนาจกันอยู่ตลอดเวลา จนบางครั้งทำให้ เป็นมูลเหตุไปสู่ความอ่อนแอ และต้องสูญเสียเอกราชให้แก่ข้าศึกไปถึงสองครั้งสองครา ซึ่งประวัติศาสตร์ ของกรุงศรีอยุธยาจะยืนยันข้อความจริงดังกล่าวได้ดี เหตุการณ์เช่นนี้มิได้มีปรากฎในสมัยสุโขทัย ซึ่งถือ การปกครองระบบบิดากับบุตร เพราะตำแหน่งกษัตริย์เป็นเพียงเสมือนตำแหน่งหัวหน้าครอบครัวเท่านั้น เมื่อคนที่ได้เคยดำรงตำแหน่งหัวหน้าสิ้นไป คนใหม่ที่มีอาวุโสรองลงไปจะเข้ารับหน้าที่แทน มิได้ถือว่า เป็นตำแหน่งพิเศษเปี่ยมด้วยอภิสิทธิ์ดังระบบเทวสิทธิ์
ข้อน่าสังเกต อีกประการหนึ่งเกี่ยวกับการปกครองระบบเทวสิทธิ์ที่มีต่อการปกครองปัจจุบัน ระบบโครงสร้างของประชาคมไทยประกอบด้วยชนชั้นใหญ่ ๆ เพียง 2 ชั้น คือชนชั้นปกครองและชน ชั้นถูกปกครอง ชนชั้นปกครองนั้นได้แก่ พระมหากษัตริย์ในฐานะเป็นองค์ประมุขของชาติกับบรรดา ข้าราชการทั้งหลาย ส่วนชนชั้นถูกปกครองคือ บรรดาเกษตรกรพ่อค้าและประชาชนทั่วไปอย่างไรก็ดี ความขัดแย้งระหว่างชนชั้นไม่ใคร่ มีทั้งนี้เพราะชนชั้นถูกปกครองยอมรับสถานะตนอันเป็นผลทำให้ ประชาชนคอยพึ่งบริการจากทางราชการอยู่ตลอดเวลา อาจเป็นเพราะขาดกลุ่มผลประโยชน์ที่จะคอย รักษาผลประโยชน์แทนประชาชน จึงเกิดช่องว่างระหว่างชนชั้นปกครองกับชนชั้นถูกปกครองทั้งยัง เป็นเครื่องชี้ให้เห็นถึง แนวโน้มในทางที่ประชาชนต้องเป็นผู้อยู่ใต้ปกครองในลักษณะนี้ตลอดไปการ ที่ปล่อยให้เกิดช่องว่างเช่นนี้ ทำให้บรรดาข้าราชการซึ่งเป็นชนชั้นผู้ปกครองต้องรับภาระเป็นผู้ปกป้อง ผลประโยชน์ของประชาชนตลอดไป ในลักษณะเช่นนี้สภาพความนึกคิดระหว่างผู้ปกครองกับผู้อยู่ใต้ ปกครองมักมองไปคนละแง่คนละมุมความต้องการของประชาชน จึงมักเป็นสิ่งที่รัฐหยิบยื่นให้เสียเป็น ส่วนใหญ่ แต่ความต้องการจะสนองเจตนารมณ์ของประชาชน หรือไม่ก็เป็นความยากลำบากอยู่ไม่น้อย ที่จะทราบได้ ต่อจากสมัยกรุงศรีอยุธยาก็จะถึงสมัยกรุงธนบุรีในสมัยนี้การจัดระเบียบการปกครองทั้ง ส่วนกลางและส่วนภูมิภาคก็คงถือหลักที่ใช้ในสมัยกรุงศรีอยุธยา เพราะนับตั้งแต่พระเจ้าตากสินทรง เป็นพระมหากษัตริย์แล้ว บ้านเมืองยังไม่สงบราบคาบมีหัวเมืองบางแห่งแข็งเมืองคิดขบถจึงต้องเสีย เวลาไปปราบปรามหลายครั้ง มิหนำซ้ำพม่ายกกองทัพมาตีเมืองไทยอยู่เสมอก็ต้องเสียเวลายกกองทัพ ไปทำศึกกับพม่าอยู่เสมอพระองค์ จึงไม่มีโอกาสที่จะทำนุบำรุงประเทศและปรับปรุงการปกครองเลย

วันเสาร์ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2554

นางสาว.เกตวดี ขุนศรี ม.4/9 เลขที่ 21ส่งงานชิ้นที่1เรื่องพรรคการเมืองและชิ้นที่2เรืองการปกครองสมัยสุโขทัยและอยุธยา

วันอังคารที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2554

รายชื่อพรรคและหัวหน้าพรรคการเมืองที่ลงเลือกตั้ง ' 54

พรรคการเมืองที่ลงเลือกตั้ง และรายชื่อหัวหน้าพรรค ' 54


          หมายเลข 1 พรรคเพื่อไทย  จำนวนผู้สมัคร 125 คน
              หัวหน้าพรรค : นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
           
          หมายเลข 2 พรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน  จำนวนผู้สมัคร 125 คน
              หัวหน้าพรรค : นายแพทย์วรรณรัตน์  ชาญนุกูล   
 
          หมายเลข 3 พรรคประชาธิปไตยใหม่  จำนวนผู้สมัคร 6 คน
              หัวหน้าพรรค : นายสุรทิน พิจารณ์    

          หมายเลข 4 พรรคประชากรไทย  จำนวนผู้สมัคร 13 คน
              หัวหน้าพรรค : นายสุมิตร สุนทรเวช    

          หมายเลข 5 พรรครักประเทศไทย  จำนวนผู้สมัคร 11 คน  
              หัวหน้าพรรค : นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์     

          หมายเลข 6 พรรคพลังชล  จำนวนผู้สมัคร 18 คน
              หัวหน้าพรรค : นายเชาวน์ มณีวงษ์    

          หมายเลข 7 พรรคประชาธรรม  จำนวนผู้สมัคร 25 คน 
              หัวหน้าพรรค : นายมุคตาร์ กีละ    

          หมายเลข 8 พรรคดำรงไทย  จำนวนผู้สมัคร 13 คน
              หัวหน้าพรรค : นายโชติพัฒน์ สกุลดีเชิดชู     

          หมายเลข 9 พรรคพลังมวลชน  จำนวนผู้สมัคร 8 คน
              หัวหน้าพรรค : นายกรภพ ครองจักรภพ    

          หมายเลข 10 พรรคประชาธิปัตย์  จำนวนผู้สมัคร 125 คน
              หัวหน้าพรรค : นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ    

          หมายเลข 11 พรรคไทยพอเพียง  จำนวนผู้สมัคร 3 คน
              หัวหน้าพรรค : นายจำรัส อินทุมาร     

          หมายเลข 12 พรรครักษ์สันติ  จำนวนผู้สมัคร 64 คน
              หัวหน้าพรรค : พลตำรวจโท ถวิล สุรเชษฐพงษ์    

          หมายเลข 13 พรรคไทยเป็นสุข  จำนวนผู้สมัคร 5 คน
              หัวหน้าพรรค : นายประดิษฐ์ ศรีประชา    

          หมายเลข 14 พรรคกิจสังคม  จำนวนผู้สมัคร 125 คน
              หัวหน้าพรรค : นายทองพูล ดีไพร    

          หมายเลข 15 พรรคไทยเป็นไทย  จำนวนผู้สมัคร 10 คน
              หัวหน้าพรรค : นายตรีสัลล์ จันทน์เทียนเดชา     

          หมายเลข 16 พรรคภูมิใจไทย  จำนวนผู้สมัคร 125 คน
              หัวหน้าพรรค : นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล    

          หมายเลข 17 พรรคแทนคุณแผ่นดิน  จำนวนผู้สมัคร 32 คน
              หัวหน้าพรรค : นายวิชัย ศิรินคร     

          หมายเลข 18 พรรคเพื่อฟ้าดิน  จำนวนผู้สมัคร 1 คน
              หัวหน้าพรรค : นางสาวขวัญดิน สิงห์คำ     

          หมายเลข 19 พรรคเครือข่ายชาวนาแห่งประเทศไทย  จำนวนผู้สมัคร 30 คน  
              หัวหน้าพรรค : นายโชติ บุญจริง    

          หมายเลข 20 พรรคการเมืองใหม่  จำนวนผู้สมัคร 24 คน
              หัวหน้าพรรค : นายสมศักดิ์  โกศัยสุข    

          หมายเลข 21 พรรคชาติไทยพัฒนา  จำนวนผู้สมัคร 125 คน
              หัวหน้าพรรค : นายชุมพล ศิลปอาชา    

          หมายเลข 22 พรรคเสรีนิยม  จำนวนผู้สมัคร 8 คน
              หัวหน้าพรรค : นายพุทธชาติ ช่วยราม     

          หมายเลข 23 พรรคชาติสามัคคี  จำนวนผู้สมัคร 9 คน 
              หัวหน้าพรรค : นายนพดล ไชยฤทธิเดช    

          หมายเลข 24 พรรคบำรุงเมือง  จำนวนผู้สมัคร 14 คน 
              หัวหน้าพรรค : นายสุวรรณ ประมูลชัย    

          หมายเลข 25 พรรคกสิกรไทย  จำนวนผู้สมัคร 2 คน
              หัวหน้าพรรค : นายจำลอง  ดำสิม    

          หมายเลข 26 พรรคมาตุภูมิ  จำนวนผู้สมัคร 40 คน 
              หัวหน้าพรรค : พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน    

          หมายเลข 27 พรรคชีวิตที่ดีกว่า  จำนวนผู้สมัคร 4 คน
              รักษาการแทนหัวหน้าพรรค : นางพูลถวิล ปานประเสริฐ    

          หมายเลข 28 พรรคพลังสังคมไทย  จำนวนผู้สมัคร 5 คน
              หัวหน้าพรรค : นายวิวัฒน์ เลอยุกต์    

          หมายเลข 29 พรรคเพื่อประชาชนไทย  จำนวนผู้สมัคร 4 คน 
              หัวหน้าพรรค : นายดิเรก กลิ่นจันทร์    

          หมายเลข 30 พรรคมหาชน  จำนวนผู้สมัคร 6 คน
              หัวหน้าพรรค : นายอภิรัต ศิรินาวิน     

          หมายเลข 31 พรรคประชาชนชาวไทย  จำนวนผู้สมัคร 5 คน
              หัวหน้าพรรค : นายสุนทร ศรีบุญนาค    

          หมายเลข 32 พรรครักแผ่นดิน  จำนวนผู้สมัคร 1 คน 
              หัวหน้าพรรค : นายประทีป ประภัสสร    

          หมายเลข 33 พรรคประชาสันติ  จำนวนผู้สมัคร 34 คน 
              รักษาการแทนหัวหน้าพรรค : นายดลสวัสด์ ชาติเมธี    

          หมายเลข 34 พรรคความหวังใหม่  จำนวนผู้สมัคร 125 คน  
              หัวหน้าพรรค : นายชิงชัย มงคลธรรม    

          หมายเลข 35 พรรคอาสามาตุภูมิ  จำนวนผู้สมัคร 3 คน
              หัวหน้าพรรค : นายมนตรี เศรษฐบุตร   

          หมายเลข 36 พรรคพลังคนกีฬา  จำนวนผู้สมัคร 103 คน
              หัวหน้าพรรค : นายวนัสธนา สัจจกุล หรือ บิ๊กหอย    

          หมายเลข 37 พรรคพลังชาวนาไทย  จำนวนผู้สมัคร 5 คน 
              หัวหน้าพรรค : นายสวัสดิ์ พบวันดี    

          หมายเลข 38 พรรคไทยสร้างสรรค์  จำนวนผู้สมัคร 4 คน
              รักษาการแทนหัวหน้าพรรค : นายวิษณุภตฆ์ พีรเจริญวงส์    

          หมายเลข 39 พรรคเพื่อนเกษตรไทย  จำนวนผู้สมัคร 23 คน  
              รักษาการแทนหัวหน้าพรรค : นายทรงเดช สุขขำ     

          หมายเลข 40 พรรคมหารัฐพัฒนา  จำนวนผู้สมัคร 2 คน
              หัวหน้าพรรค : นางสาวนวลนิจ หงษ์วิวัฒน์    




พรรค เพื่อไทยพท.1.
พรรค ชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดินชพน. หรือ CPN.2
พรรค ประชาธิปไตยใหม่ปธม. หรือ NDCP.3
พรรค ประชากรไทยปชท. หรือ TCP.4
พรรค รักประเทศไทยรปท. หรือ R.TL.P5
พรรค พลังชลพช. หรือ PC6
พรรค ประชาธรรมพปธ. หรือ PCT.7
พรรค ดำรงไทยดธ. หรือ DR.P8
พรรค พลังมวลชนพลช. หรือ MPP.9
พรรค ประชาธิปัตย์ปชป. หรือ DP.10
พรรค ไทยพอเพียงทพ. หรือ TPPP.11
พรรค รักษ์สันติรส. หรือ RSP.12
พรรค ไทยเป็นสุขทปส. หรือ TPS.13
พรรค กิจสังคมกส. หรือ SAP.14
พรรค ไทยเป็นไทยทปท. หรือ T.I.P.15
พรรค ภูมิใจไทยภท. หรือ BJT
16
พรรค แทนคุณแผ่นดินทคผ. หรือ TKP.17
พรรค เพื่อฟ้าดินพฟด. หรือ FHAE.18
พรรค เครือข่ายชาวนาแห่งประเทศไทยพนท. หรือ FNTP.19
พรรค การเมืองใหม่ก.ม.ม. หรือ NPP.20
พรรค ชาติไทยพัฒนาชทพ. หรือ CP.21
พรรค เสรีนิยมส.ร.น. หรือ L.P.22
พรรค ชาติสามัคคีช.ส.ม. หรือ C.S.P.23
พรรค บำรุงเมือง
บม. หรือ B.M.P.24
พรรค กสิกรไทยกท. หรือ KT.25
พรรค มาตุภูมิมภ. หรือ MB.26
พรรค ชีวิตที่ดีกว่าพชก. หรือ BLP.27
พรรค พลังสังคมไทยพสท. หรือ RSTP.28
พรรค เพื่อประชาชนไทยพ.ป.ท. หรือ R.T.P.29
พรรค มหาชนพมช. หรืิอ MCP.30
พรรค ประชาชนชาวไทยปชชท. หรือ RCCTP.31
พรรค รักแผ่นดินรผด. หรือ RPD.32
พรรค ประชาสันติปส. หรือ CPP.33
พรรค ความหวังใหม่ควม. หรือ NAP.34
พรรค อาสามาตุภูมิอ.ส.ม. หรือ A.R.A.35
พรรค พลังคนกีฬาพ.ก. หรือ S.P.O.T.36
พรรค พลังชาวนาไทยพ.ชนท. หรือ P.CNT.37
พรรค ไทยสร้างสรรค์ท.ส. หรือ T.S.38
พรรค เพื่อนเกษตรไทยพ.ก.ท. หรือ P.K.T.39
พรรค มหารัฐพัฒนา